การสร้างห้องปลอดเชื้อ ไม่ใช่แค่การกั้นห้องใหม่ ติดแอร์ ใส่เครื่องกรองอากาศ แล้วเรียกว่าเป็นห้องสะอาดได้ทันที แต่เป็นงานที่ต้องวางแผนอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การกำหนดวัตถุประสงค์การใช้งาน ระดับความสะอาด การควบคุมอากาศ การเลือกวัสดุ ไปจนถึงการติดตั้ง อุปกรณ์ห้องปลอดเชื้อ ให้เหมาะสมกับมาตรฐานและลักษณะงานจริง
หลายธุรกิจเริ่มสนใจทำ ห้องปลอดเชื้อ มากขึ้น เพราะกระบวนการผลิต งานวิจัย งานทดลอง หรืองานทางการแพทย์จำนวนมากต้องการสภาพแวดล้อมที่ควบคุมฝุ่น อนุภาค เชื้อโรค อุณหภูมิ ความชื้น และแรงดันอากาศอย่างแม่นยำ หากออกแบบผิดตั้งแต่ต้น อาจทำให้ห้องใช้งานไม่ได้ตามมาตรฐาน ต้องแก้ไขซ้ำ เสียเวลา เสียงบประมาณ และกระทบต่อคุณภาพของงานโดยตรง
บทความนี้จะพาไปดูว่า หากต้องการสร้างห้องปลอดเชื้อ ควรเริ่มจากอะไรบ้าง ต้องคิดเรื่องไหนก่อน และมีองค์ประกอบใดที่ไม่ควรมองข้าม
ห้องปลอดเชื้อ หรือที่หลายคนเรียกว่า ห้อง Clean Room คือห้องที่ถูกออกแบบมาเพื่อควบคุมปริมาณฝุ่นละออง อนุภาคในอากาศ เชื้อจุลินทรีย์ อุณหภูมิ ความชื้น แรงดันอากาศ และทิศทางการไหลของอากาศ ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมกับการใช้งาน
ห้องประเภทนี้มักพบในหลายอุตสาหกรรม เช่น
ห้องแล็บและห้องทดลอง
ห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์
ศูนย์วิจัยทางคลินิก
โรงพยาบาลและสถานพยาบาล
โรงงานผลิตยาและอาหาร
โรงงานผลิตเครื่องมือแพทย์
โรงงานอิเล็กทรอนิกส์
ห้องควบคุมคุณภาพสินค้า
หัวใจสำคัญของห้องปลอดเชื้อคือ “การควบคุมการปนเปื้อน” เพราะในบางสายงาน ฝุ่นเพียงเล็กน้อย เชื้อโรคบางชนิด หรือความชื้นที่ไม่เหมาะสมนั้น อาจทำให้ผลการทดลองผิดพลาด สินค้าเสียหาย หรือการผลิตไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานได้
ก่อนจะเริ่มออกแบบหรือประเมินราคา สิ่งแรกที่ต้องตอบให้ได้คือ “ห้องนี้สร้างขึ้นเพื่อใช้งานอะไร” เพราะห้องปลอดเชื้อแต่ละประเภทมีข้อกำหนดไม่เหมือนกัน
ตัวอย่างเช่น ห้องสำหรับประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อาจให้ความสำคัญกับฝุ่นและไฟฟ้าสถิต ขณะที่ห้องผลิตยาอาจต้องให้ความสำคัญกับเชื้อจุลินทรีย์ ความสะอาดของพื้นผิว และทิศทางการไหลของอากาศ ส่วนห้องแล็บหรือห้องทดลอง อาจต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงานและการป้องกันการปนเปื้อนของตัวอย่าง
คำถามที่ควรตอบตั้งแต่ต้น ได้แก่
ห้องนี้ใช้ทำงานประเภทใด
มีจำนวนผู้ใช้งานกี่คน
มีเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ใดอยู่ในห้องบ้าง
ต้องควบคุมฝุ่น เชื้อโรค อุณหภูมิ หรือความชื้นระดับใด
ต้องมีการขนย้ายวัตถุดิบ สินค้า หรือสารเคมีหรือไม่
ต้องการให้รองรับมาตรฐานใดในอนาคต
การกำหนดวัตถุประสงค์ให้ชัดเจนจะช่วยให้การออกแบบห้อง Clean Room แม่นยำขึ้น ลดปัญหาการติดตั้งอุปกรณ์เกินความจำเป็น หรือสร้างห้องที่ไม่ตอบโจทย์การใช้งานจริง
หลังจากรู้วัตถุประสงค์ของห้องแล้ว ขั้นตอนต่อมาคือการกำหนดระดับความสะอาดหรือ Cleanliness Class ที่ต้องการ โดยทั่วไปการจัดระดับห้องสะอาดมักอ้างอิงแนวคิดจากมาตรฐานสากล เช่น ISO 14644 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการจำแนกระดับความสะอาดของอากาศตามปริมาณอนุภาคในอากาศ
ระดับความสะอาดที่แตกต่างกันจะส่งผลต่อการออกแบบหลายส่วน เช่น
จำนวนรอบการเปลี่ยนอากาศต่อชั่วโมง
ประเภทและจำนวนแผ่นกรองอากาศ
รูปแบบการไหลเวียนของอากาศ
ขนาดระบบปรับอากาศ
แรงดันอากาศภายในห้อง
วัสดุผนัง เพดาน และพื้น
จำนวนและชนิดของอุปกรณ์ห้องปลอดเชื้อที่ต้องติดตั้ง
ถ้ากำหนดระดับความสะอาดต่ำเกินไป ห้องอาจไม่สามารถควบคุมการปนเปื้อนได้ตามต้องการ แต่ถ้ากำหนดสูงเกินความจำเป็น งบประมาณอาจเพิ่มขึ้นโดยไม่คุ้มค่ากับการใช้งานจริง ดังนั้นควรให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยประเมินตั้งแต่ช่วงแรก
การวางผังห้องเป็นอีกขั้นตอนที่สำคัญมาก เพราะห้องปลอดเชื้อที่ดีต้องมี Flow การใช้งานที่ชัดเจน ทั้งการเข้า-ออกของบุคลากร การเคลื่อนย้ายวัตถุดิบ การนำอุปกรณ์เข้าออก และการส่งต่อผลิตภัณฑ์ระหว่างพื้นที่
สิ่งที่ต้องพิจารณาในการวาง Layout ได้แก่
ขนาดพื้นที่จริงและข้อจำกัดของอาคาร
ตำแหน่งประตูทางเข้า-ออก
ทิศทางการเคลื่อนที่ของคนและสิ่งของ
พื้นที่เปลี่ยนชุดหรือ Air Shower
ทิศทางการเคลื่อนที่ของคนและสิ่งของ
พื้นที่เตรียมวัสดุหรือ Pass Box
พื้นที่ติดตั้งเครื่องจักร
พื้นที่ซ่อมบำรุงระบบ
ทางเดินและจุดทำความสะอาด
การออกแบบ Layout ที่ดีควรลดการเดินสวนทาง ลดจุดเสี่ยงต่อการปนเปื้อน และแยกพื้นที่สะอาดกับพื้นที่ทั่วไปออกจากกันอย่างชัดเจน โดยเฉพาะห้องที่ใช้ในงานยา อาหาร เครื่องมือแพทย์ หรือห้องปฏิบัติการที่ต้องควบคุมความสะอาดสูง
ระบบอากาศถือเป็นหัวใจหลักของ ห้องปลอดเชื้อ เพราะเป็นระบบที่ช่วยควบคุมอนุภาค ฝุ่น ความดัน อุณหภูมิ และความชื้นภายในห้อง หากระบบอากาศออกแบบไม่เหมาะสม ต่อให้ใช้วัสดุดีหรือติดตั้งอุปกรณ์แพง ห้องก็อาจไม่ผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้
องค์ประกอบสำคัญของระบบอากาศ ได้แก่
ชุดกรองอากาศ เช่น Pre Filter, Medium Filter และ HEPA Filter
ระบบเติมอากาศสะอาดเข้าสู่ห้อง
ระบบดูดอากาศกลับหรือระบายอากาศ
การควบคุมแรงดันบวกหรือแรงดันลบ
การควบคุมอุณหภูมิและความชื้น
ทิศทางการไหลเวียนของอากาศ
จำนวน Air Change ต่อชั่วโมง
สำหรับห้องที่ต้องป้องกันสิ่งปนเปื้อนจากภายนอก มักใช้แรงดันบวกเพื่อดันอากาศสะอาดออกไป ไม่ให้อากาศสกปรกไหลเข้ามา ส่วนห้องที่เกี่ยวข้องกับสารอันตราย เชื้อ หรือกลิ่น อาจต้องใช้แรงดันลบเพื่อป้องกันไม่ให้อากาศภายในรั่วออกไปยังพื้นที่อื่น

วัสดุที่ใช้ในห้อง Clean Room ต้องแตกต่างจากงานก่อสร้างทั่วไป เพราะต้องทำความสะอาดง่าย ไม่สะสมฝุ่น ไม่เกิดการหลุดร่อนง่าย และทนต่อการใช้งานในสภาพแวดล้อมที่ต้องควบคุมความสะอาด
วัสดุที่ควรพิจารณา ได้แก่
ผนังสำเร็จรูปสำหรับห้องคลีนรูม
พื้นผิวเรียบ ไม่มีร่องสะสมฝุ่น
พื้นที่ทนสารเคมีและทำความสะอาดง่าย
เพดานที่ปิดสนิท ลดการรั่วของอากาศ
ประตูที่ปิดแน่นและควบคุมการไหลของอากาศได้
กระจกที่ติดตั้งแนบสนิทกับผนัง
ซิลิโคนหรือวัสดุยาแนวที่เหมาะกับห้องสะอาด
รายละเอียดเล็ก ๆ เช่น รอยต่อผนัง มุมพื้นกับผนัง หรือช่องว่างรอบประตู ล้วนมีผลต่อความสะอาดของห้อง หากมีรอยรั่วหรือซอกมุมมากเกินไป อาจกลายเป็นจุดสะสมฝุ่นและเชื้อโรคได้
อุปกรณ์ห้องปลอดเชื้อ เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้ห้องสามารถใช้งานได้ตามมาตรฐาน ไม่ใช่เพียงสร้างโครงสร้างห้องให้เสร็จเท่านั้น แต่ต้องมีอุปกรณ์สนับสนุนที่เหมาะกับกระบวนการทำงานจริงด้วย
ตัวอย่างอุปกรณ์ที่มักใช้ในห้องปลอดเชื้อ ได้แก่
HEPA Filter
Fan Filter Unit หรือ FFU
Air Shower
Pass Box
Clean Bench
Bio Safety Cabinet
Laminar Air Flow
Differential Pressure Gauge
Particle Counter
Cleanroom Garment
Sticky Mat
Cleanroom Door
Cleanroom Lighting
การเลือกอุปกรณ์ไม่ควรดูแค่ราคา แต่ต้องดูว่ารองรับระดับความสะอาดที่ต้องการหรือไม่ เหมาะกับขนาดห้องหรือเปล่า ติดตั้งและบำรุงรักษาได้ง่ายแค่ไหน รวมถึงมีบริการหลังการขายหรืออะไหล่รองรับในระยะยาวหรือไม่
หนึ่งในแหล่งกำเนิดฝุ่นและอนุภาคที่สำคัญที่สุดในห้องปลอดเชื้อคือ “คน” เพราะการเคลื่อนไหวของผู้ปฏิบัติงาน เสื้อผ้า ผิวหนัง เส้นผม หรืออุปกรณ์ส่วนตัว ล้วนมีโอกาสทำให้เกิดการปนเปื้อนได้
ดังนั้นการสร้างห้องปลอดเชื้อจึงต้องมีระบบควบคุมการเข้า-ออกอย่างเหมาะสม เช่น
พื้นที่เปลี่ยนชุดก่อนเข้าห้อง
ขั้นตอนการสวมชุดคลีนรูม
การใช้ตู้เป่าลม (Air Shower) เพื่อลดฝุ่นก่อนเข้าห้อง
การแยกทางเข้าคนและทางเข้าวัสดุ
การใช้ช่องส่งของภายในห้อง (Pass Box) เพื่อลดจำนวนครั้งในการเปิดประตูหลัก
การกำหนดจำนวนคนในห้องให้เหมาะสม
การอบรมผู้ใช้งานเรื่องพฤติกรรมในห้องสะอาด
ห้องที่ออกแบบดีแต่ไม่มีระบบควบคุมการใช้งานที่ดี ก็อาจไม่สามารถรักษาระดับความสะอาดได้ในระยะยาว

ห้อง Clean Room ไม่ใช่ห้องที่สร้างเสร็จแล้วจบ แต่ต้องมีการดูแลอย่างต่อเนื่อง ทั้งการทำความสะอาด การเปลี่ยนไส้กรอง การตรวจสอบแรงดันอากาศ การตรวจวัดอนุภาค และการบำรุงรักษาอุปกรณ์ต่าง ๆ
สิ่งที่ควรวางแผนล่วงหน้า ได้แก่
ตารางทำความสะอาดรายวัน รายสัปดาห์ และรายเดือน
วิธีทำความสะอาดพื้น ผนัง เพดาน และอุปกรณ์
น้ำยาหรือวัสดุทำความสะอาดที่ใช้ได้กับห้องปลอดเชื้อ
รอบการเปลี่ยนแผ่นกรอง (Filter)
การตรวจสอบระบบปรับอากาศ
การบันทึกค่าความดัน อุณหภูมิ และความชื้น
การตรวจสอบประสิทธิภาพของอุปกรณ์ห้องปลอดเชื้อ
การดูแลอย่างสม่ำเสมอช่วยยืดอายุการใช้งานของระบบ ลดความเสี่ยงการปนเปื้อน และช่วยให้ห้องพร้อมใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง
ก่อนเริ่มใช้งานจริง ห้องปลอดเชื้อควรผ่านการตรวจสอบและทดสอบ เพื่อยืนยันว่าระบบที่ติดตั้งสามารถทำงานได้ตามที่ออกแบบไว้ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจวัดอนุภาคในอากาศ การทดสอบการไหลของอากาศ การตรวจแรงดันห้อง การทดสอบประสิทธิภาพแผ่นกรอง และการตรวจหารอยรั่วของระบบ
เอกสารที่ควรมีในการส่งมอบงาน เช่น
แบบแปลนห้องและระบบ
รายการอุปกรณ์ที่ติดตั้ง
คู่มือการใช้งาน
รายงานผลการทดสอบ
แผนการบำรุงรักษา
คำแนะนำการใช้งานสำหรับผู้ปฏิบัติงาน
เอกสารเหล่านี้ช่วยให้เจ้าของโครงการสามารถดูแลห้องต่อได้ง่ายขึ้น และใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงในการตรวจสอบหรือขยายระบบในอนาคต
หลายโครงการเกิดปัญหาเพราะรีบเริ่มก่อสร้างโดยยังไม่ได้วางแผนให้ครบ ทำให้ต้องแก้ไขภายหลัง ซึ่งมักมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าการออกแบบให้ถูกตั้งแต่แรก
ข้อผิดพลาดที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่
เลือกระดับความสะอาดไม่ตรงกับการใช้งาน
ใช้อุปกรณ์ห้องปลอดเชื้อไม่เหมาะกับขนาดห้อง
ไม่คำนวณระบบอากาศให้ถูกต้อง
วางแผนผังห้องแล้วเกิดการเดินสวนทางของคนและวัสดุ
ใช้วัสดุที่ทำความสะอาดยากหรือสะสมฝุ่นง่าย
ไม่มีแผนบำรุงรักษาหลังติดตั้งที่ชัดเจน
ไม่ได้วางแผนเผื่อการขยายระบบในอนาคต
เลือกผู้รับเหมาที่ไม่มีประสบการณ์ด้านห้อง Clean Room โดยตรง
การสร้างห้องปลอดเชื้อจึงควรทำงานร่วมกับทีมที่เข้าใจทั้งด้านการออกแบบ ระบบอากาศ งานติดตั้ง และการใช้งานจริงในแต่ละอุตสาหกรรม
การสร้างห้องปลอดเชื้อ ต้องเริ่มจากการเข้าใจวัตถุประสงค์การใช้งานก่อนเสมอ จากนั้นจึงกำหนดระดับความสะอาด วาง Layout ออกแบบระบบอากาศ เลือกวัสดุ เลือก อุปกรณ์ห้องปลอดเชื้อ และวางแผนการดูแลรักษาอย่างเป็นระบบ
ห้อง Clean Room ที่ดีไม่ได้วัดจากความสวยงามของห้องเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสามารถควบคุมการปนเปื้อนได้จริง ใช้งานได้ต่อเนื่อง ดูแลรักษาได้ง่าย และรองรับมาตรฐานที่ธุรกิจต้องการ หากวางแผนตั้งแต่ต้นอย่างรอบคอบ จะช่วยลดปัญหาการแก้ไขภายหลัง ประหยัดงบประมาณในระยะยาว และทำให้ห้องปลอดเชื้อสามารถตอบโจทย์งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับองค์กรที่กำลังวางแผนสร้างห้องปลอดเชื้อ ควรเลือกผู้เชี่ยวชาญที่สามารถให้คำปรึกษาได้ตั้งแต่ขั้นตอนแรก ไม่ว่าจะเป็นการสำรวจพื้นที่ ออกแบบระบบ เลือกอุปกรณ์ ติดตั้ง ทดสอบ ไปจนถึงบริการหลังการขาย
บริษัท คลีนแอร์ โปรดักท์ จำกัด ให้บริการรับสร้างห้องคลีนรูม หรือ Clean Room พร้อมจำหน่ายและติดตั้งอุปกรณ์ห้องคลีนรูม หรือ Clean Room Equipment แบบครบวงจร เหมาะสำหรับองค์กรที่ต้องการผู้ให้บริการแบบ Total Solution ตั้งแต่การให้คำปรึกษา ออกแบบ ติดตั้ง ไปจนถึงการดูแลระบบหลังส่งมอบงาน
บริษัทให้บริการลูกค้าทั้งหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน รองรับการใช้งานในหลากหลายพื้นที่ เช่น ห้องแล็บ ห้องทดลอง ห้องปฏิบัติการ ศูนย์การวิจัยทางคลินิก โรงพยาบาล โรงงานอุตสาหกรรมอาหารและยา โรงงานผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงมหาวิทยาลัยที่ต้องการห้องสะอาดสำหรับงานวิจัยและการเรียนการสอน
หากคุณกำลังมองหาผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างห้องปลอดเชื้อ ห้อง Clean Room และอุปกรณ์ห้องปลอดเชื้อ บริษัท คลีนแอร์ โปรดักท์ จำกัด พร้อมให้คำปรึกษาและออกแบบโซลูชันที่เหมาะกับลักษณะงานของแต่ละองค์กรอย่างครบวงจร
การสร้างห้องปลอดเชื้อควรเริ่มจากการกำหนดวัตถุประสงค์การใช้งานให้ชัดเจนก่อน เช่น ใช้สำหรับห้องแล็บ ห้องทดลอง โรงงานผลิตยา อาหาร อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หรือศูนย์วิจัยทางคลินิก เพราะการใช้งานแต่ละประเภทมีระดับความสะอาด ระบบอากาศ วัสดุ และอุปกรณ์ห้องปลอดเชื้อที่แตกต่างกัน
โดยทั่วไป ห้องปลอดเชื้อและห้อง clean room มักใช้เรียกในความหมายใกล้เคียงกัน คือห้องที่ออกแบบมาเพื่อควบคุมฝุ่น อนุภาค เชื้อจุลินทรีย์ อุณหภูมิ ความชื้น และแรงดันอากาศให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมกับการใช้งาน แต่รายละเอียดการออกแบบจะขึ้นอยู่กับมาตรฐานและประเภทของงานที่ต้องการรองรับ
อุปกรณ์ห้องปลอดเชื้อที่พบได้บ่อย ได้แก่ HEPA Filter, Fan Filter Unit หรือ FFU, Air Shower, Pass Box, Clean Bench, Laminar Air Flow, Bio Safety Cabinet, Differential Pressure Gauge, Cleanroom Door และ Cleanroom Lighting โดยการเลือกใช้อุปกรณ์ควรพิจารณาจากระดับความสะอาด ขนาดห้อง และลักษณะการใช้งานจริง
เพราะห้อง clean room ต้องอาศัยความเข้าใจทั้งด้านระบบอากาศ การควบคุมแรงดัน การเลือกวัสดุ การวาง Layout และการติดตั้งอุปกรณ์ห้องปลอดเชื้อ หากออกแบบไม่ถูกต้องตั้งแต่ต้น อาจทำให้ห้องไม่ผ่านมาตรฐาน ใช้งานไม่ได้ตามเป้าหมาย และต้องเสียค่าใช้จ่ายในการแก้ไขภายหลัง การทำงานกับผู้เชี่ยวชาญจึงช่วยลดความเสี่ยงและทำให้ห้องพร้อมใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สนใจ ห้อง Clean room, ห้องปลอดเชื้อ, อุปกรณ์คลีนรูม ติดต่อได้ที่
Line : cleanair8746
Phone : +6623197035
Email : [email protected]